วรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสาน

มรดกทางวัฒนธรรมของภาคอีสานโดยเฉพาะ วรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสาน เป็นงานเขียนที่สะท้อนความเป็นอยู่สภาพสังคมในอดีตที่ผ่านมา โดยวรรณกรรมส่วนใหญ่ของทางภาคอีสานจะเน้นไปในเรื่องเกี่ยวกับศาสนารวมถึงความเชื่อ ซึ่งภูมิภาคแห่งนี้ประชาชนมักจะมีความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธศาสนา จึงทำให้มีการถ่ายทอดมาสู่วรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสาน สำหรับในส่วนของวรรณกรรมนั้นเนื่องจากภาษาท้องถิ่นถูกแบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มวัฒนธรรมไทย-ลาว กลุ่มวัฒนธรรมเขมร-ส่วย (กูย) กลุ่มวัฒนธรรมไทยโคราช หรือไทยเบิ้ง หากทางเราเดินทางไปพื้นที่ภาคอีสานจะได้สัมผัสสำเนียงการพูดภาษาอีสานที่แตกต่างกัน ทำให้วรรณกรรมท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ของภาคอีสานมีความแตกต่างกันออกไป หากเราค้นคว้าลงลึกไปอีกจะพบว่าในอดีตที่ผ่านมาอาณาจักรล้านช้างและอาณาจักรล้านนาทางเชียงใหม่ในสมัยราชวงศ์มังรายมีความสัมพันธ์กันแล้วจะมีการติดต่อปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองดินแดนโดยเป็นช่วงที่วรรณกรรมพุทธศาสนาของทางล้านนามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากจนทำให้วรรณกรรมได้ถูกนำไปแพร่ในอาณาจักรล้านช้างซึ่งคือบริเวณพื้นที่ดินแดนทางภาคอีสานในปัจจุบัน ทำให้เราพบว่าวรรณกรรมทางภาคอีสานจำนวนมากมีเนื้อหาที่คล้ายกันกับวรรณกรรมทางภาคเหนือรวมทั้งตัวอักษรการที่คล้ายคลึงกัน   ลักษณะความโดดเด่นของ วรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสาน ในส่วนใหญ่วรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสานจะมีการมุ่งเน้นประพันธ์ขึ้นในเชิงพระพุทธศาสนาจึงทำให้เราได้เห็นวรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสานมีความเกี่ยวพันกับศาสนาพุทธ ซึ่งการแต่งวรรณกรรมของคนทางภาคอีสานนิยมโยงเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ในบางครั้งมีการหยิบส่วนหนึ่งของนิทานชาดกมาแต่งเป็นนิทานในวรรณกรรมและถูกบันทึกไว้ในใบลาน เก็บไว้อย่างดี รวมทั้งนำไปเขียนจิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์ จึงทำให้เรามักจะเห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องวรรณกรรมสำคัญต่างๆที่นักปราชญ์ชาวอีสานได้ทำการแต่งขึ้นมาเพื่อใช้ในการถ่ายทอดและมีเรื่องรวมของคนในพื้นที่ ซึ่งมีเรื่องราวที่แตกต่างๆออกมาจำนวนมากโดยแต่ละเรื่องล้วนแล้วใจมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่   น่าเสียดายกับไร้การเก็บรักษาวรรณกรรม หากเทียบแล้วพื้นที่ภาคอีสานเป็นอีกหนึ่งจุดที่มีการผลิตวรรณกรรมท้องถิ่นออกมาเป็นจำนวนมากแต่ด้วยระยะเวลาแต่การเก็บรักษา รวมทั้งการเห็นคุณค่าของวรรณกรรมทำให้เรื่องสูญหายไปตามกาลเวลาซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างมากเพราะวรรณกรรมดีๆของทางภาคอีสานส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้ในบริเวณสถานที่สำคัญแต่ไม่มีผู้ดูแลหรือถ่ายทอดต่อ ทำให้ทิ้งทั้งต้นฉบับและวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานถูกแต่งขึ้นและถูกปล่อยปละละเลยจนสูญหายไปจำนวนมาก ถึงแม้ต่อมาในปี พ.ศ 2542 มีการบรรจุให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้ชุมชนและสังคมอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเป็นการสืบสานวรรณกรรมท้องถิ่นโดยผู้คนในพื้นสนใจในการเรียนวรรณกรรมอย่างจริงจังจนเพื่อป้องกันโอกาสสูญหายไปอย่างถาวร สำหรับวรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสานเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงอย่างมากเนื่องจากลักษณะพื้นฐานของคนทางภาคอีสานมักไม่จดบันทึกเรื่องราวต่างๆ แต่จะใช้การจำและเล่าสืบต่อกันมา โดยผู้ที่จะมีโอกาสได้เรียนหนังสือมักเป็นผู้ชายที่ทำการบวชเรียนและมีการจดบันทึกลงใบลาน โดยธรรมชาติของผู้หญิงมักนิยมชมมหรสพและจดจำเรื่องราวต่างๆแทนการบันทึก ส่งผลให้วรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสานไม่มีลักษณะการบันทึกที่ชัดเจนเหมือนเช่นวรรณกรรมท้องถิ่นในภาคอื่นๆ รวมทั้งการใช้ภาษาภาคกลางที่เข้ามามีบทบาทสำคัญจึงทำให้ภาษาอีสานกลายเป็นภาษาที่พูดกันน้อยลงในหมู่คนรุ่นใหม่ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้การถ่ายทอดผ่านวรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสานเกิดภาวะถดถอยและลดน้อยลง จึงไม่มีคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจด้านนี้อย่างจริงจัง จึงเป็นที่น่าเสียดายว่ามรดกทางวัฒนธรรมของทางภาคอีสานจะหายไป   ตัวอย่าง วรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสาน ท้าวฮุ่งและท้าวเจือง เป็นหนึ่งในวรรณกรรมท้องถิ่นภาคอีสานที่ได้รับความนิยมโดยเป็นการพูดถึงการเมืองการปกครองกษัตริย์ในอดีตในการปกครองบ้านเมือง นอกจากนี้ในวรรณกรรมยังพูดถึงประเพณีและความเชื่อในการนับถือผีของทางภาคอีสานสอดแทรกอยู่ในวรรณกรรม   จำปาสี่ต้น Continue Reading

Posted On :